มหาภัยแล้งครั้งร้ายแรงที่สุดในโลก 2011

มหาภัยแล้งครั้งร้ายแรงที่สุดในโลก 2011

ในปี 2011 หรือ พ.ศ. 2554 นั้นโลกเผชิญกับภัยธรรมชาตินับไม่ถ้วนซึ่งประเทศไทยก็ประสบกับมหาอุทกภัยครั้งใหญ่เช่นกันขณะที่ห่างออกในแอฟริกาก็ประสบกับภัยแล้งครั้งใหญ่ที่สุด ภัยแล้งครั้งใหญ่ หรือ ทุพภิกขภัย นี้จัดว่าเป็นภัยแล้วครั้งรุนแรงมากที่สุดแห่งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในบริเวณท้องที่จะงอยแอฟริการะหว่างเดือนกรกฎาคม 2554 ถึง สิงหาคม 2554 กินพื้นที่ประเทศ โซมาเลีย, เอธิโอเปีย และเคนยา มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 13 ล้านคน พื้นที่ดังกล่าวนั้นเผชิญกับปรากฏการณ์ลานีญาอย่างรุนแรงทำให้ฝนไม่ตกตามฤดูกาลถึงสองฤดูกาลพื้นที่ของเคนญาและเอธิโอเปียประสบกับสภาวะขาดแคลนฝนตั้งแต่ช่วงต้นปี 2554 และโซมาเลียขาดแคลนฝนตั้งแต่ปี 2553 หลายพื้นที่ที่เคยมีปริมาณน้ำฝนปกติแต่ในปี 2554 คิดปริมาณน้ำฝนราว 30% เท่านั้นทำให้การผลิตพืชผลทางการเกษตรนั้นไม่สามารถปลูกได้รวมถึงปศุสัตว์ต่างๆนั้นล้มตายจำนวนมาก ในบางพื้นที่สูงถึง 40%-60% ซึ่งลดปริมาณการผลิตน้ำนมเช่นเดียวกับการเก็บเกี่ยวพืชผลซึ่งไม่ได้ผลดี วิกฤตนี้รุนแรงขึ้นแม้ว่าในช่วงเดือนกันยายนซึ่งจะเป็นวันที่มีฝนตกชุกกลับมีฝนตกน้อยลงมากในโซมาเลียทางรัฐบาลต้องประกาศเตือนให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่หัวหน้าสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา ราจีฟ ชาห์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีส่วนทำให้วิกฤตการณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้น คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตกว่า 1 ล้านคน ซึ่งประชาชนในโซมาเลียต้องอพยพออกจากพื้นที่ บ้างก็ไปอาศัยอยู่กับญาติที่เมืองอื่น ในวันที่ 15 สิงหาคม ประชาชนกว่า 9 แสนคนที่โซมาเลียต้องอพยพออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เคนยาและเอธิโอเปีย ซึ่งให้ที่พักพิงแก่ผู้อพยพอย่างน้อย 440,000 คน ในระหว่างนี้มีการประกาศจากโฆษกของโซมาเลียว่ามีผู้เสียชีวิตระหว่างทางกว่า 10,000 รายด้วยกัน นอกจากเผชิญหน้ากับภัยแล้งแล้วพื้นที่ของโซมาเลียที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดยังต้องเผชิญหน้ากับโรคระบาดและสุขอนามัย ในค่ายผู้ลี้ภัยของเคนยานั้นต้องประสบกับโรคหัดระบาดซึ่งมีผู้ป่วยกว่า 450 ราย เสียชีวิต 11 ราย นอกจากนี้ในเอธิโอเปียยังประสบกับโรคหัดระบาดมีผู้ป่วยราว 17,500 ราย โดยองค์การอนามัยโลกเผยว่าอาจมีผู้ป่วยโรคหัดถึง 2 ล้านคน นอกจากนี้ประชาชนยังขาดแคลนอาหารและพบว่าประชาชนกว่าร้อยละ 30 % มีภาวะขาดสารอาหารรุนแรงและภาวะขาดน้ำ รวมถึงโรคระบาดอื่นๆเช่น อหิวาตกโรค, ไข้มาเลเลีย มาผู้เสียชีวิตกว่า 200 ราย…

Read More Read More

ปัญหาภัยแล้ง

ปัญหาภัยแล้ง

เรื่องราวของเราในวันนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับภัยแล้ง เป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสนใจเป็นอย่างมากเพราะมีหลายจังหวัดในประเทศไทยได้รับผลกระทบเป็นอย่างยิ่งเลย ด้วยสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน ก็จะทำให้มีสภาพอากาศที่มีความแห้งและไม่มีน้ำเลย มักจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ได้รับน้ำฝนที่ตกลงมาน้อย และมีเกณฑ์ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเป็นอย่างมาก เชื่อได้เลยว่า ภัยแล้งเป็นปัญหาที่ทำให้เกษตรกร ที่ปลูกข้าว ปลูกนา ปลูกสวน ปลูกพืช พลอยได้รับผลกระทบอย่างมากมายมหาศาล ได้ผลผลิตที่ไม่ค่อยสมบูรณ์ นำไปขายก็ได้ราคาไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐานที่เขาได้กำหนดราคาเอาไว้ แน่นอนในประเทศไทยก็จะได้รับผลกระทบตลอดทุกปีกับภัยแล้งที่เกิดขึ้น จากตามรายงานของกรมป้องกันและสาธารณภัยเมื่อปี 2558ถึง 2559 ก็ได้พบว่ามีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งด้วยกันทั้งสิ้น 29 จังหวัด โดยแยกออกไปเป็นพื้นที่ขาดน้ำอุปโภคบริโภค 11 จังหวัด ได้แก่ น่าน พิจิตร ลำพูน ตาก สุรินทร์  ขอนแก่น ชัยนาท สระบุรี ชลบุรี ตรัง ประจวบคีรีขันธ์  พื้นที่ขาดน้ำด้านเกษตรกรรม 9 จังหวัดด้วยกัน ได้แก่ เชียงใหม่ พะเยา สุโขทัย นครพนม มหาสารคาม บุรีรัมย์ กาญจนบุรี สระแก้ว จันทบุรี พื้นที่ขาดน้ำทั้งด้านเกษตรและอุปโภคบริโภค 9 จังหวัดด้วยกัน ได้แก่ อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ นครราชสีมา เพชรบุรี ตราด สตูล กระบี่ นครศรีธรรมราช และหนองบัวลำภู แม้ว่าตลอดปี58 ถึง 59 ที่ผ่านมานั้น จะมีฝนตกน้อยทำให้น้ำในแม่น้ำลำคลองต่างๆและในเขื่อนต่างๆ แต่ในสถานการณ์ในปีนั้นๆก็อยู่ในภาวะปกติทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน บางปะกง และแม่กลอง แน่นอนว่าภัยแล้งเป็นปัญหาระดับชาติที่ทุกคนต้องช่วยเหลือกันครับ

ความแห้งแล้งแต่ละพื้นที่ในประเทศไทย

ความแห้งแล้งแต่ละพื้นที่ในประเทศไทย

ความแห้งแล้งคือลักษณะภูมิอากาศที่มีฝนน้อยกว่าปกติ หรือฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลเป็นระยะเวลานานกว่าปกติ และครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ พืชพันธ์ไม้ต่างๆ ขาดน้ำ ทำให้ไม่เจริญเติบโตตาปกติ ส่งผลให้ผู้คนได้รับความเดือดร้อนโดยทั่วไป ความแห้งแล้งเป็นภัยธรรมชาติประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในภูมิภาคต่างๆของโลกปัจจัยที่ทำให้เกิดความแห้งแล้ง ภัยแล้งเกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการ ทั้งจากการกระทำของมนุษย์และจากธรรมชาติ  มนุษย์เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สภาวะของบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปจากการตัดไม้ทำลายป่าและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมที่ทำให้ปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้นจนเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก อีกทั้งการทำลายชั้นโอโซนซึ่งทำให้พลังงานความร้อนลงมาสู่ชั้นบรรยากาศใกล้ผิวโลกทำให้อุณหภูมิของอากาศสูงขึ้น และยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ  การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล เป็นต้น  สำหรับประเทศไทย  ภัยแล้งยังมีสาเหตุจากกำลังการพัดของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้อ่อนลง ทำให้ระยะการพัดปกคลุมพื้นที่น้อยลง ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่นำความหนาวเย็นและความแห้งแล้งจึงพัดลงมาเร็วกว่าปกติ สาเหตุอีกประการหนึ่ง คือ มีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านประเทศไทยน้อยกว่า 2ลูกในปีนั้น  สถานการณ์การเกิดความแห้งแล้ง ปัจจุบันความแห้งแล้งได้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลกรวมทั้งประเทศไทย และนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น บริเวณพื้นที่ที่เกิดและช่วงเวลาที่เกิดก็ยาวนานมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ภัยแล้งในประเทศจีน แม่น้ำฉางเจียงและแม่น้ำหวางเหอซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศมีระดับน้ำลดลงอย่างผิดปกติ  ส่งผลให้ประเทศจีนหลายล้านคนขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภคส่วนในประเทศไทยภัยแล้งจะเกิดขึ้นบางพื้นที่ในช่วงกลางฤดูฝนที่ฝนทิ้งช่วงในเดือนมิถุนายน-เดือนกรกฎาดาคม และจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อสิ้นสุดช่วงฤดูฝน   โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือจะเกิดปรากฏการณ์ภัยแล้งขึ้นก่อนและกินระยะเวลายาวนานกว่าภาคอื่นๆ

ภัยแล้งผลกระทบต่อการเกษตร

ภัยแล้งผลกระทบต่อการเกษตร

ปัจจุบันปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น ถือเป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศอีกด้านหนึ่ง ซึ่งปัญหาดังกล่าวนั้นอาจถือได้ว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ในปี 2558 นั้น อาจถือว่ามีความรุนแรงมากที่สุดในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมา ประกอบกับปรากฏการณ์เอลนิโญ ที่ส่งผลให้ฝนไม่ตกต้องตรงตามฤดูกาลหรือตกมาแต่มีปริมาณน้ำฝนที่น้อยกว่าระดับปกติทำให้การกักเก็บน้ำของแหล่งน้ำขนาดใหญ่ๆ สามารถกักเก็บได้ในปริมาณน้อย จึงได้น้ำพาความเสียหายมาสู่ภาคเศรษฐกิจและสังคม ทั้งด้านการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และด้านการเพาะปลูกของภาคเกษตรจากปริมาณน้ำฝนที่มีน้อยกว่าค่าปกติในเกือบทุกภาคของประเทศ ได้ส่งผลต่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีการใช้น้ำไปเพื่อการเพาะปลูกพืชเกษตรเป็นสำคัญโดยเฉพาะข้าว โดยเกษตรกรชาวนาลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัดนั้น มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวจำนวนรวมทั้งสิ้น 7.45 ล้านไร่ ซึ่งได้มีการเพาะปลูกข้าวไปแล้ว 3.45 ล้านไร่ ส่วนอีกที่เหลืออีก4 ล้านไร่ ยังไม่มีการเพาะปลูก เนื่องจากทางหน่วยงานภาครัฐได้ขอความร่วมมือเกษตรกรให้ชะลอการเพาะปลูก ซึ่งในเบื้องต้นได้มีการประเมินความเสียหายหากพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถปลูกข้าวนาปีได้เลย จะทำให้ผลผลิตข้าวหายไปประมาณ 2.0 ล้านตัน โดยคิดเฉลี่ยจากผลผลิตต่อไร่ข้าวนาปีลุ่มน้ าเจ้าพระยา 500กิโลกรัมต่อไร่ และคิดเป็นมูลค่าข้าวที่หายไปประมาณ 15,200,000 ล้านบาท คำนวณจากราคาข้าวเปลือกเจ้าในตลาดตันละ 7,600 บาท

ภัยแล้งภาคกลางปี 2016

ภัยแล้งภาคกลางปี 2016

จากเหตุภัยแล้งปี2016ที่ผ่านมาทำให้ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำว่า ฤดูแล้งที่ผ่านมา กรมชลฯประกาศงดการทำนาปรังในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำแม่กลองแต่ปรากฏว่ามีชาวนาฝ่าฝืนประกาศและทำนาปรังไปมากกว่า 6 ล้านไร่ และได้ใช้น้ำในเขื่อนหลัก 4 แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพลเขื่อนสิริกิติ์ ป่าสักชลสิทธิ์ และแควน้อยบำรุงแดน ที่เป็นแหล่งน้ำสำคัญของภาคเหนือและลุ่มเจ้าพระยารวมทั้งสิ้นประมาณ 1,200 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงเหลือน้ำในเขื่อนหลักสำหรับการปลูก ข้าวนาปีระหว่างเดือน พ.ค.-ต.ค.นี้ เพียง 3,800 ล้าน ลบ.ม. จากที่วางแผนไว้ว่าต้องมี 5,000 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ หลังระบายน้ำจากเขื่อน เพื่อช่วยการปลูกข้าวที่ปลูกไปแล้วประมาณ 2.8 ล้านไร่ แต่ฝนยังไม่มาเติมน้ำในเขื่อน โดยปริมาณฝนปีนี้ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี กรมชลฯ จึงขอประกาศงดส่งน้ำให้แก่นาข้าวที่ยังไม่เริ่มปลูกข้าวนาปีประมาณ 4.2 ล้านไร่ จากแผนการปลูกข้าวนาปีในเขตชลประทานลุ่มเจ้าพระยา 7 ล้านไร่ เพื่อประคับประคองให้มีน้ำใช้การต่อไปได้อีก 40 วัน เพื่อรอฝนมาเติมช่วงปลายเดือน ก.ค.นี้ โดยได้แจ้งให้รัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ว่าราชการจังหวัด 22 จังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ให้รับทราบตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า คำนวณเบื้องต้นกรณีชาวนาลุ่มเจ้าพระยาในเขตพื้นที่ชลประทานปลูกข้าวนาปีขณะนี้ 2.8 ล้านไร่ ตามแผนการจัดสรรน้ำของกรมชลประทาน 7 ล้านไร่ มีพื้นที่ที่ยังไม่ได้ปลูกประมาณ 4.2 ล้านไร่ หากพื้นที่จำนวนนี้ไม่สามารถปลูกข้าวนาปีได้อย่างสิ้นเชิงจะทำให้ผลผลิตข้าวหายไปประมาณ 2.1 ล้านตัน โดยคิดเฉลี่ยจากผลผลิตต่อไร่ข้าวนาปีลุ่มเจ้าพระยา 500 กก.ต่อไร่…

Read More Read More

ภัยแล้งในไทย ปี 2557

ภัยแล้งในไทย ปี 2557

ผลกระทบของภัยแล้ง จากรายงานของกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 จนถึงเดือนเมษายน 2557 ซึ่งมีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบและประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ทั้งหมด 44 จังหวัด 311 อำเภอ 1,927 ตำบล 18,355 หมู่บ้าน แบ่งเป็น ภาคเหนือ 13 จังหวัด ตะวันออกเฉียงเหนือ 10 จังหวัด ภาคกลาง 7 จังหวัด ภาคตะวันออก 7 จังหวัด และ ภาคใต้ 7 จังหวัด โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภาวะภัยแล้งคือปริมาณฝน ที่ถึงแม้ว่าปริมาณฝนสะสมทั้งประเทศในปี 2556 จะสูงกว่าค่าเฉลี่ย 14% แต่กลับพบว่ามีฝนที่ตกบริเวณพื้นที่รับน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ค่อนข้างน้อย ทำให้ปริมาณน้ำไหลลงอ่างสะสมทั้งปีของทั้งสองเขื่อนน้อยที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งรวมถึงน้อยกว่าปี 2548 และ 2553 ที่ประเทศไทยเกิดภัยแล้งรุนแรง ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนปี 2557 ค่อนข้างน้อย อีกทั้งช่วงต้นปี 2557 ฝนยังคงตกน้อยต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์น้ำในเขื่อนตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ ในทางตรงกันข้าม ช่วงเวลาดังกล่าว เกษตรกรกลับเพาะปลูกพืชเกินจากแผนที่กรมชลประทานวางไว้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีการปลูกข้าวนาปรังในเขตพื้นที่ชลประทานเกินจากแผนไปถึง 119% ปริมาณน้ำที่ระบายจากเขื่อนจึงถูกสูบออกจากลำน้ำเพื่อนำไปใช้ในการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอเพื่อใช้ในการผลักดันน้ำเค็ม ซึ่งปี 2557 เกิดสถานการณ์น้ำเค็มรุกล้ำลำน้ำตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม ซึ่งเป็นการรุกล้ำที่เร็วกว่าปกติมาก ปกติน้ำเค็มจะรุกล้ำช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี รวมทั้งความเค็มเกินค่ามาตรฐานค่อนข้างมากโดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำบางปะกง ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงการใช้น้ำด้านการเกษตรรวมทั้งการผลิตน้ำประปาเพื่ออุปโภคบริโภค

ภัยแล้งครั้งใหญ่ในแอฟริกา ปี 2011

ภัยแล้งครั้งใหญ่ในแอฟริกา ปี 2011

ทวีปแอฟริกานั้นมีภูมิประเทศที่ค่อนข้างแห้งแล้ง แต่วิกฤตความแล้งนี้มีช่วงหนึ่งที่เป็นวิกฤตภัยแล้งขั้นรุนแรงอย่างเช่น ในปี 2011 เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ในประเทศแถบแอฟริกาตะวันออก ซึ่งถูกจัดว่าเป็นภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 60 ปี เกิดขึ้นในโซมาเลีย, เอธิโอเปีย และเคนยา ซึ่งภัยแล้งดังกล่าวนี้เป็นสาเหตุทำให้ประชาชนขาดแครนอาหารและน้ำจำนวนกว่า 13.3 ล้านคน นอกจากภัยแล้งส่งผลกระทบต่อมนุษย์แล้วยังส่งผลกระทบต่อสัตว์ต่างๆในแถบนั้นซึ่งล้มตายจำนวนมากเนื่องจากขาดน้ำและอาหาร ซึ่งในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2011 มีการประกาศเตือนในหลายพื้นที่แถบนั้นให้รับมือกับภาวะภัยแล้ง หลายพื้นที่ในประเทศโซมาเลียตอนใต้ประกาศภาวะฉุกเฉิน โดยทางเครือข่ายระบบเตือนทุพภิกขภัยล่วงหน้าคาดการณ์ว่าภัยแล้งนี้จะกินวงกว้างมาก สาเหตุมาจากปรากฏการณ์ลานีญ่าซึ่งรุนแรงผิดปกติทำให้ประเทศเคนยา, เอธิโอเปีย ฝนไม่ตกตามฤดูกาลในปีนั้น และโซมาเลียฝนไม่ตกเลยตั้งแต่ปี 2010 ส่งผลให้หลายพื้นที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลงอย่างมาก โดยหลายพื้นที่อัตราหยดน้ำฝนมีปริมาณเพียง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น การขาดฝนทำให้ปศุสัตว์ล้มตายเป็นอันมาก ในบางพื้นที่สูงถึง 40%-60% ประมาณการว่าภัยแล้งในประเทศแถบแอฟริกาตะวันออกนั้นรุนแรงมากในรอบ 60 ปี ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่มีผลกระทบต่อปรากฏการณ์ลานีญ่าที่รุนแรงมาก ในเดือนสิงหาคมประชาชนในเอธิโอเปียกว่า 900,000 คนอพยพลี่ภัยมายังประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากภาวะขาดแคลนอาหารและน้ำ ซึ่งนอกจากการขาดแคลนอาหารและน้ำแล้วประชนชนใน 3 ประเทศยังประสบกับโรคระบาดเนื่องจากไม่มีระบบสุขอนามัย ประมาณการว่าผู้เสียชีวิตจากภัยแล้งมีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 1 แสนคน  

ไฟป่าจากภัยแล้ง

ไฟป่าจากภัยแล้ง

เมื่อเข้าช่วงฤดูร้อนนั้น จะมีอุณหภูมิที่สูงมากและอากาศที่ร้อนจัดจนถึงให้คนมักเปิดแอร์กันกระหน่ำ ในช่วงหน้าร้อนนั้นบริเวณป่าไม้ พืชพรรณ รวมถึงหญ้าต่างๆ จะแห้งตายและมีการทับทมกันในบริเวณป่าไม้ ซึ่งในหน้าร้อนนี้นอกจากภัยแล้งแล้วยังทำให้เกิดไฟป่าด้วย ซึ่งในประเทศไทยประสบปัญหาจากไฟป่ามากในช่วงหน้าร้อน ซึ่งมีสาเหตุที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะทางภาคเหนือซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาและป่าไม้กว้างใหญ่ มักประสบกับไฟป่ามากเป็นอันดับต้นของประเทศ ไฟป่านั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบ 3 หลักคือ เชื้อเพลิง เป็นส่วนที่เป็นสารไวไฟทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นเศษใบไม้แห้ง กิ่งไม้ที่ตายแล้ว เมื่อทับถมกันจะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีทำให้ไฟป่ารุนแรงมากขึ้น, ปัจจัยความร้อน จากผลกระทบอากาศร้อนจัดอาจทำให้เศษใบไม้ ใบหญ้าติดไฟ หรือเกิดฟ้าผ่า รวมไปถึงผลกระทบจากการจุดไฟเผาป่าของมนุษย์เพื่อการเกษตร, ออกซิเจนและลม เมื่อเกิดไฟป่าอิทธิพลของลมจะทำให้ไฟโหมแรงขึ้น ภัยจากไฟป่านั้นเป็นผลกระทบในวงกว้าง ก่อให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตมนุษย์และสัตว์ป่ามากมาย รวมถึงทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยด้วย ไฟป่าที่รุนแรงไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศสหรัฐอเมริกามักเกิดไฟป่าด้วยบ่อยครั้งและมีความรุนแรงมากซึ่งทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า รวมถึงบ้านเรือนของผู้คนในแถบนั้น นอกจากผลกระทบจากไฟป่าแล้วยังเกิดผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจเนื่องจากปัญหาการสูดดมควันไฟและปัญหาหมอกควันต่างๆตามมาอีกมาก

ประเทศไทยร้อนขึ้นในรอบ 56 ปี

ประเทศไทยร้อนขึ้นในรอบ 56 ปี

ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนทำให้ประเทศในเขตร้อนทุกประเทศทั่วโลกมีภูมิอากาศที่ร้อนมากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนซึ่งปกติแล้วอากาศจะร้อนอยู่ แต่ในภาวะดังกล่าวส่งผลให้อากาศในฤดูร้อนนั้นเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม สำหรับประเทศไทยนั้นเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนในช่วงเดือนมีนาคม ถึง เดือนพฤษภาคม อากาศจะร้อนจัดยิ่งโดยเฉพาะในเดือนเมษายน อากาศจะร้อนอบอ้าวมากบางพื้นที่อุณหภูมิสูงถึง 38 องศาเลยก็ว่าได้ ซึ่งในปี 2559 ที่ผ่านมานั้นประชาชนในประเทศไทยเผชิญหน้ากับอากาศร้อนจัดมาก ซึ่งทางนาซ่าออกมาเผยว่า ประเทศไทยนั้นร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 56 ปี ทางองค์การนาซ่าได้ออกมาเผยภาพดาวเทียมที่จะเห็นถึงพื้นที่ประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงกันเห็นว่ามีคลื่นความร้อนปกคลุมประเทศไทยในเดือนเมษายน ปี 2559 ซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 44 องศา ร้อนที่สุดในรอบ 56 ปี ซึ่งผลกระทบดังกล่าวนั้นมาจากสาเหตุของภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีการใช้แอร์จำนวนมากจึงทำให้ความร้อนแผ่ปกคลุมมากที่สุด โดยอากาศในเดือนเมษายนนั้นเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนเป็นปกติอยู่แล้วซึ่งอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 28-35 องศา แม้ว่าบางพื้นที่จะแตะ 38 องศาก็ตาม ซึ่งนาซ่าได้แพร่ภาพดาวเทียมประเทศไทยเผยถึงความร้อนที่แผ่ปกคลุมสูงกว่าปกติอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนนั้นเอง ซึ่งภาพถ่ายจากดาวเทียมนอกจากจะเห็นความร้อนจากประเทศไทยแล้ว ยังเผยให้เห็นถึงความร้อนในประเทศใกล้เคียงด้วย ซึ่งจากภาพนี้แสดงถึงผลกระทบอย่างใหญ่หลวงที่ผลมาจากกิจกรรมของมนุษย์จึงทำให้เกิดผลพวงของสภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน  

ภัยแล้งจากภาวะเรือนกระจก

ภัยแล้งจากภาวะเรือนกระจก

กระบวนการเกิดภาวะเรือนกระจกนั้น ทำให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อสถานที่ต่างๆของโลก ซึ่งคาดว่าในอนาคตที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าและกิจกรรมของมนุษย์ที่มีมากขึ้นจะทำให้ภาวะเรือนกระจกมีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งมีการคาดว่าภาวะเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนนั้นจะเกิดมากขึ้นจนไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย โดยคาดการณ์ว่าในอีก 52 ปีข้างหน้า นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศคนสำคัญของนาซาชื่อว่า เจมส์ แฮนเสน เชื่อว่า จะเป็นช่วงเวลากู่ไม่กลับ ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวมาถึงแล้ว จะสังเกตว่านับวันความร้อนบนพื้นดินในหลายๆประเทศมีความร้อนสูงเกินระดับ 30 องศา ซึ่งบางประเทศนั้นมีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเลยทีเดียว พื้นที่ดังกล่าวจึงเป็นสาเหตุให้พื้นดินบางแห่งเกิดภาวะภัยแล้งอย่างหนักอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย พื้นที่บางแห่งมีฝนตกตามฤดูกาลแต่ในปัจจุบันนั้นกลับไม่มีฝนตก หรือฝนตกน้อยลงในบริเวณนั้น ซึ่งในปัจจุบันนั้นการผลิต CO2 จากการทำอุตสาหกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น ในแต่ละปีนั้นมีการทำอุตสาหกรรมมากขึ้นจึงเป็นเหตุให้เกิดภัยแล้งที่ยาวนาน บางพื้นที่มีภัยแล้งนานถึง 5-6 เดือน ซึ่งภาวะดังกล่าวนี้ทางนักวิทยาศาสตร์คาดว่าอาจจะเป็นสาเหตุของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในยุคเพอร์เมียน-ไทรแอสสิก การเกิดภาวะเรือนกระจกนั้น ทำให้มีภัยแล้งในหลายพื้นที่ บางพื้นที่ไม่เคยประสบภัยแล้งเลยและเจอกับภัยแล้งครั้งใหญ่ ซึ่งปัญญาภัยแล้งนั้นก่อเกิดการขาดแคลนน้ำ ทั้งการอุปโภค บริโภค รวมถึงการใช้งานทางการเกษตร จึงมีการนำน้ำใต้ดินมาใช้ซึ่งเมื่อมีการใช้น้ำใต้ดินมากก็จะทำให้เกิดความสมดุลของน้ำใต้ดินลดลงและเป็นสาเหตุให้ดินไม่ได้รับการชุ้มน้ำและอาจเกิดหลุมยุบขึ้นและหน้าดินแตกระแหงเนื่องจากดินไม่มีน้ำไว้ดูแลหน้าดิน